GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผี

GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผี

GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผีGHOST LAB ฉีกกฎทดลองผี

GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผี เป็นเรื่องหมอหนุ่มสองคน วี และ กล้า ที่หมกมุ่นกับการทำวิจัยและหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ว่าผีมีจริง ซึ่งพล็อตมันทำให้เรานึกถึงหนังฮอลลีวู้ดเรื่อง Flatliners (2017) ที่เล่าเรื่องกลุ่มนักศึกษาแพทย์ที่ทำให้หัวใจตัวเองหยุดเต้นชั่วขณะเพื่อทำการทดลองและหาคำตอบเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย แต่เราไม่ได้ดูเรื่องนั้น เลยยังพูดถึงไม่ได้มาก แปะไว้ก่อน

อีกเรื่องคือ The Discovery (2017) หนังปรัชญาจาก Netflix เป็นหนังที่ตั้งคำถามกับว่า “โลกปัจจุบันหรือโลกแห่งความตาย โลกไหนดีกว่ากัน” อีกทั้งยังตอบคำถามว่า ความตายคืออะไร ความตายเป็นจุดสิ้นสุดของการเดินทางของชีวิตหรือไม่ เนื้อหาของหนังเน้นไปที่การทดลองเกี่ยวกับการมีอยู่ของชีวิตหลังความตาย

อย่างไรก็ตามหนังทั้งสองเรื่องที่กล่าวไปนั้น หัวใจสำคัญของเรื่องกลับพูดถึงการทำให้เห็นว่า คุณค่าสำคัญที่สุดก็คือการมีชีวิตอยู่นั่นเอง

กลับมาที่ GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผี เป็นหนังสายวิทยาศาสตร์จาก GDH ที่ กำกับโดย ปวีณ ภูริจิตปัญญา ที่เคยฝากผลงานหนังสยองขวัญมาแล้วคือ บอดี้ ศพ19 (2550), สี่แพร่ง (2551) ตอน “ยันต์สั่งตาย” และ ห้าแพร่ง (2552) ตอน “หลาวชะโอน” พร้อมกับทีมอำนวยการสร้างชุดใหญ่จาก GTH เดิม ดังนั้น จึงค่อนข้างเชื่อใจได้ว่า หนังจะต้องมีอะไรบางอย่างที่พิเศษไปกว่าการทดลองเรื่องผีอย่างแน่นอน

GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผี เล่าเรื่องราวของแพทย์หนุ่มอาจอง นำแสดงโดย ไอซ์-พาริส กับนายแพทย์ชีวี นำแสดงโดยต่อ-ธนภพ ในค่ำคืนหนึ่งทั้งสองคนอยู่เวรกะดึก แล้วได้เห็นผีตัวเป็น ๆ ในโรงพยาบาล ทั้งสองจึงได้ตกลงร่วมกันว่าจะทำงานวิจัยเรื่องผี เพื่อพิสูจน์ให้ผู้คนได้รับรู้ว่าผีมีจริง และหวังว่าจะได้ลงนิตยสารงานวิจัยระดับโลก

เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องตัวเอกเป็นหมอหรือเป็นเด็กสายวิทย์แล้วมาหมกมุ่นเรื่องผี แต่เราคิดว่า สิ่งที่ตัวเอกใน Ghost Lab ทำเพื่อการวิจัยในหนังมันยังไม่ค่อยวิทย์มากพอ ไม่แน่ใจว่าคนเขียนบทมีสายวิทย์บ้างมั้ยหรือได้ปรึกษาคนสายวิทย์มามากน้อยแค่ไหนน แต่เท่าที่ดูจากหนัง หนังมันเหมือนเอาคนสายศิลป์มาทำแล็บ เหมือนเอาเด็กศิลป์มาเขียนบทหนังให้มีความวิทย์ ๆ แล้วมันแตะได้แค่วิทย์ระดับประถม-ม.ต้น เช่น การตั้งสมมติฐาน การหาตัวแปร หรือกระทั่งพยายามจัดไฟลัมให้กับผี ฯลฯ แล้วไอเดียส่วนใหญ่ก็ตั้งบนพื้นฐานของอารมณ์ความรู้สึกเหมือนหนังผีทั่วไป เช่น ผีโผล่มาให้เห็นเพราะผีห่วง/ผีแค้น นอกเหนือจากนั้น การทดลองก็ทำแบบทั่วไปเหมือนรายการล่าท้าผีทั่วไป เช่น พยายามตั้งกล้องจับภาพผี ตรวจวัดอุณภูมิโดยรอบ ฯลฯ สั้น ๆ ก็คือ ถ้าจะทำแค่นี้ ไม่ต้องวางตัวเอกให้เป็นหมอระดับท็อปรุ่นก็ได้

จุดเริ่มต้นมาจากอนาคต แต่จุดจบวกกลับไปสมัยแรกเริ่มพุทธกาล

เป็นที่น่าเสียดายที่ถึงแม้หนังไทยหลายเรื่องจะมีไอเดียแปลกใหม่แค่ไหน แต่สุดท้ายมันก็ไม่ไปไหนหรือแป้กในตอนจบ เพราะมันมักจะวนกลับมาที่ความนิทานก่อนนอนแทรกคติสอนใจหรือรายการสไตล์คนเมืองพุทธ

Ghost Lab เปิดเรื่องมาด้วยความฝัน ความมุ่งมั่น และความทะเยอทะยานของตัวเอกที่อยากจะพิสูจน์ให้โลกรู้ว่าผีมีจริงและตนเองได้ขึ้นปกนิตยสารวิทยาศาสตร์ระดับโลก เช่นเดียวกับซีรีส์ Start-Up ของเกาหลีที่ตัวเอกมีความฝันอันยิ่งใหญ่ที่ดูเหมือนจะลม ๆ แล้ง ๆ ในช่วงเริ่มต้น ในขณะที่หนังหรือซีรีส์ของต่างประเทศพยายามผลักดันให้คนดูหรือผู้คนในประเทศทำตามความฝันหรือเดินหน้าเพื่อความสำเร็จนั้น หนังไทยของเรา ณ ที่นี้ก็คือ Ghost Lab กลับเบรคจินตนาการของคนดูว่า เป็นไปไม่ได้หรอก พอเถอะ เลิกหมกมุ่นกับความฝันตัวเองเถอะ กลับไปดูแลครอบครัวคุณเถอะ… โดยครึ่งหลังนี่เห็นได้ชัดเลยว่า พระพุทธศาสนาเริ่มเข้ามาครอบงำละ ไหนจะแม่ของหนึ่งตัวเอกคร่ำครวญเรื่องบาปแห่งการฆ่าตัวตายบ้างล่ะ หรือความตั้งใจใส่พระองค์โตทองอร่ามเข้ามาในซีนที่ตัวเอกเดินผ่านบ้างล่ะ ฯลฯ

เข้าใจว่า Ghost Lab มีเจตนาที่ดีที่จะสอนใจคนดูว่า การหมกมุ่นกับงานหรือเรื่องใดใดของตัวเองมากเกินไป อาจทำให้เสียการเสียงาน เช่น ผ่าตัดคนไข้ผิดพลาด หรืออาจละเลยคนรอบข้าง เช่น แม่หรือคนรัก ที่ตัวเอกเพิ่งมาคิดถึงเมื่องานวิจัยของพวกเขามันถลำลึกจนสายเกินแก้ แต่สตอรี่แบบนี้มัน cliché ไปแล้วหรือเปล่า และทำให้ตัวละครหญิงทุกคนในเรื่อง (ซึ่งแต่ละคนก็บทน้อยนิดกันอยู่แล้ว แม้แต่ ณิชา-ณัฏฐณิชา ที่เล่นเป็น ใหม่ แฟนสาวของกล้า) เป็นได้แค่ตัวถ่วงความสำเร็จหรือเป็นบ่วงให้พวกเขาห่วงสำหรับซีนดราม่าของหนังแค่นั้นหรือเปล่า อีกอย่าง เราคิดว่าถ้าจะจบแบบฟ้ามีตาแบบนี้ สู้ไปจบให้ตัวเอกหมกมุ่นหรือคลั่งวิจัยจนเป็นบ้า ประสาทหลอน หรือมโนไปเองว่าเจอผี แล้วขายการแสดงของสองพระเอกที่ค่ายดันนักดันหนาไปให้สุดไปเลยเสีย ยังจะน่าผิดหวังน้อยกว่า

แต่ตั้งแต่ประมาณ 10 นาทีแรกที่หนังให้สองตัวเอกเห็นผีไฟครอกเหมือนกัน ก็ดูออกแล้วล่ะว่า หนังไม่ยอมลงที่ตัวละครคิดไปเองหรอก หนังปักธงที่ผลลัพธ์ไปแล้วว่า “ผีมีจริง” ดังนั้น ในเมื่อหนังก็เลือกที่จะยืนพื้นมาแล้วว่า ผีมีจริงและเป็นพลังงานลี้ลับเหนือธรรมชาติ และชื่อเรื่องก็เล่นใช้คำว่า “lab” ชัดเจน ทำไมหนังไม่ลอง sci-fi ไปให้ไกลกว่านี้ไปเลยล่ะ ประมาณว่าการทดลองของพวกเขาประสบความสำเร็จจริง พวกเขาพิสูจน์ได้จริง ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือเครื่องมือเทคโนโลยีใดใดก็ว่าไปตามแต่จินตนาการ เหมือน Back to the Future ที่รถกระป๋องคันหนึ่งพาเดินทางข้ามเวลาได้จริง หรือ Inception ที่เข้าไปในความฝันของคนได้จริง เพื่อที่ Ghost Labฉีกกฎทดลองผี จะได้ฉีกกฎหนังไทยแบบเดิม ๆ และพาหนังไทยล้ำออกไปได้จริง ๆ

สุดท้าย เมื่อมันเป็นมาซะแบบนี้ Ghost Labของ GDH ที่ตั้งใจสร้างผลงานมาขายเด็กรุ่นใหม่ และมี trailer ที่น่าดูชม ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากผู้ใหญ่รุ่นเก่าที่เริ่มต้นสอนเด็กให้ฝันใหญ่ ให้ความหวัง แต่สุดท้ายก็จำกัด เบรค หรือตีกรอบเด็ก ๆ ไว้ หรือทำลายความฝัน 10 ปี 20 ปีของเด็ก ด้วยคำว่า ความกตัญญู, ไร้สาระ, เป็นไปไม่ได้, เพ้อเจ้อ ฯลฯ ซึ่งทำให้ประเทศเราไม่ไปไหนอีกเช่นกัน ทั้งวงการภาพยนตร์เอง และตัวประชากรเอง โดยส่วนตัว เราจึงรู้สึกผิดหวังและเสียเวลากับหนังเรื่องนี้ดูหนังออนไลน์

ฉีกกฎทดลองผี

ฉีกกฎทดลองผี

ทั้งสองคนเริ่มทำงานวิจัยโดยการไล่ถ่ายทำในโรงพยาบาลยาในทุกค่ำคืน แต่การใกล้เคียงกับผีมากที่สุดก็แค่การเห็นสิ่งของต่าง ๆ เคลื่อนย้ายได้เอง และนั่นมันก็ยังไม่สามารถพิสูจน์การมีตัวตนของผีได้

แต่แล้ววันหนึ่งพวกเขาทั้งสองก็เริ่มคิดได้ว่า ปัจจัยการปรากฏตัวของผีที่จะทำให้ใครสักคนหนึ่งได้เห็นนั้น มันน่าจะมีตัวแปรที่สำคัญสักอย่าง ทั้งสองจึงเริ่มกำหนดตัวแปรใหม่เป็น ผีหรือวิญญาณของคนที่รู้จัก กับผีหรือดวงวิญญาณที่คนไม่รู้จัก ซึ่งการที่เราเห็นผีนั้น เราเห็นผีจากตัวแปรตัวไหนมากกว่ากัน

จากนั้นก็เริ่มหาผู้เข้าร่วมทดลอง แต่สิ่งที่เขาทั้งสองคนทำมันเริ่มเกินเลยคำว่าจรรยาบรรณ และมันกำลังลำเส้นและการเส้นนี้จุงทำให้เกิดผลด้านร้ายตามมาจนไม่อาจสามารถแก้ไขได้ ซึ่งเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไปนั้นก็ขอให้รับชมได้ทาง หนังรักรับวาเลนไทน์เลยครับ

ต้องขอบอกก่อนเลยว่า หากจะหาความสมเหตุสมผลหรือตรรกะ GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผี ผมว่าไม่น่าจะมี ทุกอย่างในเรื่องนั้นดูเหมือนมันจะออกไปไกลเกินไปมาก ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง หรือการจะทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้ผลที่ตามมาดูเหมือนว่ามันจะแทบไม่ค่อยสมเหตุสมผล และเหมือนจะไม่ค่อยมีพลังมากพอ ที่จะทำให้ตัวละครลงมือทำแบบนั้น พูดง่าย ๆ ว่า แรงผลักดันที่ทำให้เกิดการกระทำนั้นยังไม่ทรงพลังมาพอนั่นเอง

แต่หนังมันก็ไม่ได้ไร้เหตุผลอะไรไปซะขนาดนั้น เพราะหนังเข้าทำให้เราเห็นเลยว่า การตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง ในตอนแรกเราอาจจะยังคิดทบทวนไม่เพียงพอ แล้วเมื่อผลที่ตามมามันก็เลยไม่เป็นดังที่หวัง

หนังเขาพยามยามพูดเรื่องเหตุและผล แทนค่าของเหตุ ด้วยตัวแปรต้น และแทนค่าของผลด้วยตัวแปรตาม ดังนั้นถ้าอยากจะให้ตัวแปรตามได้ผลลัพธ์แบบมีประสิทธิภาพ ก็ต้องไปหาตัวแปรต้นว่าควรจะเป็นอย่างไร หรือทำการกระตุ้นอย่างไรเพื่อที่จะได้หาคำตอบให้มันสอดคล้องตามสมมติฐานที่ตั้งเอาไว้ตอนต้น และการจะได้มาซึ่งคำตอบก็ต้องยึดมั่นและแน่วแน่ในการทดลอง ถ้าในแง่ของประเด็นนี้ผมมองว่าหนังเข้าทำได้ดีและตอบโจทย์ของหนังมาก ๆ ครับ

หนังเขาพูดถึงความสุดโต่ง อย่างเช่นความสุดโต่งในด้านการวิจัย เผื่อได้ผลลัพธ์ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ และมันก็ไปอย่างสุดโต่งจนที่ว่าไม่สนถึงวิธีการ ไม่สนในด้านจริยธรรมอะไรเลย ระหว่างหว่างการทดลองจะเป็นอย่างไรก็ช่างไม่ต้องสน สนใจแต่ว่าให้ได้คำตอบมาก็แล้วกัน จุดนี้หนังก็ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนและดีเช่นกัน

จากความรู้สึกส่วนตัวผมรู้สึกว่าหนังมันไปถึงขนาดที่ว่า เขาต้องการจะแสดงให้เราเห็นถึงความบกพร่องของวิทยาศาสตร์ว่า มันไม่ได้สามารถตอบคำถามได้ทั้งหมด หากเป็นวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากหมกมุ่นตามัว มันจะกลายเป็นวิทยาศาสตร์ที่โง่เขลางมงายยิ่งกว่าความเชื่อเรื่องผีซะอีก

จึงเป็นการตั้งคำถามสำคัญอีกอย่างหนึ่งของหนังว่า วิทยาศาสตร์ที่ขาดสติ กับความเชื่อเหนือธรรมชาติที่พิสูจน์ไม่ได้นั้น อะไรมันงมงายมากกว่ากัน

หากใครคิดว่านี่คือหนังผีแนวสยองขวัญแบบสุดขีด ในแบบที่เป็นทางถนัดของ GDH หรือ GTH เพราะด้วยชื่อผู้กำกับที่การันตีด้วยหนังสยองขวัญอย่างสุดขีดที่เขาเคยทำมาทั้งสามเรื่องนั้น บอกเลยว่าอาจทำให้ผิดหวัง เพราะฉากความสยองขวัญหรือฉากผีที่มาปรากฏในเรื่องนั้นมีน้อยมาก ๆ และมันก็เลยทำให้เราเห็นว่าเขาแทบจะไม่ได้ให้น้ำหนักกับความเป็นหนังผีสยองขวัญเลยด้วยซ้ำ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *